ส.อ.ท. เชื่อมยุทธศาสตร์ 5I สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 วางรากฐานเศรษฐกิจไทย

ส.อ.ท. มอบข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เชื่อมยุทธศาสตร์ 5I สู่ทิศทางการพัฒนาประเทศ สะท้อนมุมมองจาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มอบข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสนับสนุนข้อมูลและข้อเสนอแนะผ่านการเชื่อมโยง ยุทธศาสตร์ 5I เข้ากับทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมสะท้อนมุมมองจาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โครงสร้างการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจึงต้องใช้แผนฉบับนี้เป็นกลไกยกระดับผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ
ส.อ.ท. ได้ประชุมระดมความคิดเห็นจัดทำข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อนำ “ยุทธศาสตร์ 5I” มาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเป้าหมายระดับประเทศกับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
I1 Intelligent Industry ยกระดับผลิตภาพด้วยดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ
I2 Innovation & Creative Industry สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
I3 International Alliance & Network ขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก
I4 Industrial Infrastructure Reform ปฏิรูปกฎหมาย พลังงาน โลจิสติกส์ น้ำ และทุนมนุษย์
I5 Inclusive Sustainability สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ SMEs ให้เติบโตอย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ไม่ควรเป็นเพียงการกำหนดภาพอนาคตของประเทศ แต่ต้องเป็นแผนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทุกเป้าหมายต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบ มีทรัพยากรรองรับ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และสามารถติดตามประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันให้แผนฯ สามารถเชื่อมโยงจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง จึงเสนอแนวทางขับเคลื่อน 5 ประการ ได้แก่ การแปลงเป้าหมายของแผนฯ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ การเชื่อมโยงการจัดสรรทรัพยากรกับผลสัมฤทธิ์ของประเทศ การสร้างความต่อเนื่องและเอกภาพในการขับเคลื่อนทุกระดับ การพัฒนาระบบติดตามผลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการทำให้แผนมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดกลไกร่วม ตัวชี้วัด และกรอบงบประมาณระหว่างส่วนกลาง ภาครัฐ ภาคเอกชน และพื้นที่ และการติดตามผลด้วยแดชบอร์ดแบบ Real Time
นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในอนาคตความสำเร็จของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ ทั้งผลิตภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่แข่งขันได้ การลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนโอกาสที่กระจายไปสู่ SMEs และภูมิภาค หากภาครัฐและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดิฉันเชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนเป้าหมายของแผนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาคเอกชนพร้อมทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาของภาครัฐ”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ครม. แต่งตั้งปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น เป็นผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก


