ชไนเดอร์ อิเล็คทริคชู Galaxy VXL หนุนดาต้าเซ็นเตอร์ยั่งยืน ลดคาร์บอนตลอดวงจรชีวิต 38%

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคระบุว่า Galaxy VXL ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ประมาณ 38% เมื่อเทียบกับ Galaxy VX พร้อมลดคาร์บอนแฝงประมาณ 80% และประหยัดพื้นที่ติดตั้งได้ถึง 70% ท่ามกลางความต้องการพลังงานจาก AI และแรงกดดันด้านความยั่งยืนของดาต้าเซ็นเตอร์
การเติบโตของ AI เพิ่มความต้องการพลังงาน พื้นที่ และโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการยังเผชิญแรงกดดันให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแสดงความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริคจึงเสนอให้ระบบสำรองไฟ UPS เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
ลูกค้าและรัฐบาลต่างให้ความสำคัญกับหลักฐานและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนมากขึ้น การประเมินจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประสิทธิภาพการทำงานของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและบำรุงรักษาไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่
การขยายดาต้าเซ็นเตอร์ควบคู่กับความยั่งยืน
ความต้องการพลังงานยังเติบโตต่อเนื่อง แนวทางที่ยั่งยืนจึงต้องใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอายุการใช้งานยาวนาน และสนับสนุนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน
ข้อมูลจาก JLL คาดว่าขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 100 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 ทำให้ขีดความสามารถทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า การขยายตัวพร้อมยกระดับความยั่งยืนจึงต้องอาศัยการเลือกโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับขีดความสามารถและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยระบบ UPS มีส่วนช่วยลดการใช้วัตถุดิบและคาร์บอนแฝง เพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่สูญเสียเสถียรภาพ ยืดอายุผลิตภัณฑ์และแบตเตอรี่ ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมาย ESG และการปฏิบัติตามข้อกำหนดระดับโลก
Galaxy VXL กับการลดผลกระทบตลอดวงจรชีวิต
ชไนเดอร์ อิเล็คทริคระบุว่า Galaxy VXL เป็น UPS แบบโมดูลาร์ชนิด 3 เฟส ขนาดกะทัดรัดและมีความหนาแน่นสูง ออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ใช้พื้นที่ติดตั้งและพลังงานไฟฟ้าน้อยลง รวมถึงใช้วัตถุดิบน้อยกว่า Galaxy VX รุ่นก่อนหน้า ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานสูงสุด 15 ปีเมื่อใช้ร่วมกับตัวเลือกชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
เมื่อเทียบกับ Galaxy VX บริษัทระบุว่า Galaxy VXL ลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 38% ลดคาร์บอนแฝงได้ประมาณ 80% ใช้วัตถุดิบน้อยลงมากกว่า 2 ตันต่อยูนิต และประหยัดพื้นที่ติดตั้งได้ถึง 70% โดยระบบช่วยตอบโจทย์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (Scope 2) ผ่านประสิทธิภาพการทำงาน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝง (Scope 3) ผ่านการลดการใช้วัตถุดิบ พื้นที่ติดตั้ง และผลกระทบจากกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ บริการ EcoCare ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคมีบริการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และทางเลือกในการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย พร้อมระบบติดตามตรวจเช็กระยะไกล ซึ่งบริษัทระบุว่าช่วยยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์และลดการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่จริง
ชไนเดอร์ อิเล็คทริคมองว่า การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้ใช้วัตถุดิบน้อยลง มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และนำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้มากขึ้น จะช่วยลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนเกิดจากการปรับปรุงหลายส่วนตลอดวงจรชีวิตของโครงสร้างพื้นฐาน



