ทีเส็บผนึกสถาบันอาหาร ดัน 40 สินค้าชุมชน EEC สู่ตลาดไมซ์

ทีเส็บและสถาบันอาหารยกระดับผู้ประกอบการ 40 รายในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง พร้อมจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อในอุตสาหกรรมไมซ์ คาดเกิดกว่า 200 คู่ มูลค่าไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาท
25 กันยายน 2569
ทีเส็บ จับมือ สถาบันอาหาร แถลงผลสำเร็จ EEC MICE Product Premium
ยกระดับ 40 ผลิตภัณฑ์ชุมชน ขึ้นแท่นตอบโจทย์ตลาดไมซ์
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ จับมือสถาบันอาหาร แถลงผลความสำเร็จโครงการ “กิจกรรมการส่งเสริมศักยภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ EEC เข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ (EEC MICE Product Premium)” พร้อมจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองทั้งสิ้น 40 ราย คาดเจรจาธุรกิจ 200 คู่ สร้างรายได้ 8 ล้านบาท

ผู้เข้าร่วมงานถ่ายภาพร่วมกันหน้าเวที EEC MICE Product Premium
ไมซ์เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนใน EEC

ผู้แทนหน่วยงานร่วมแถลงผลโครงการ EEC MICE Product Premium
นางสาวปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคกลางและภาคตะวันออก ทีเส็บ กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมศักยภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ EEC เข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ (EEC MICE Product Premium) ในครั้งนี้ เป็นไปตามแนวนโยบายของ ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ซึ่งความสำเร็จของโครงการดังกล่าว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในการใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาเมือง การลงทุน และเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการชุมชน ผู้ให้บริการ โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้จัดงานและเมืองเจ้าภาพ ซึ่งทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก และเป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่ชุมชนได้จริง ผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การจัดงานในประเทศไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้อุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ EEC สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในช่วงสามไตรมาสแรกได้มากกว่า 1,300 ล้านบาท
“ตลาดของที่ระลึกสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดนักเดินทางชาวไทยประมาณ 1,700 ล้านบาท และนักเดินทางต่างชาติประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าชุมชนไทยยังมีโอกาสอีกมากในการก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ ความร่วมมือระหว่างทีเส็บ และสถาบันอาหารในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสามารถเดินคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น แต่คือ ผู้ประกอบการที่พร้อมแข่งขันในตลาดใหม่”
4 แนวทางต่อยอดโครงการ
ทั้งนี้ ทีเส็บพร้อมเดินหน้าต่อยอดโครงการผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
• 1. ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่ตลาดไมซ์ ด้วยการพัฒนามาตรฐาน การออกแบบ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง
• 2. เชื่อมโยงเมืองไมซ์กับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้ทุกเมืองใช้วัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นจุดแข็งในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
• 3. ผลักดันความยั่งยืนให้เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของผู้จัดงานจากทั่วโลก และ
• 4. สร้างความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพราะความสำเร็จที่แท้จริงเกิดจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และชุมชน
ยกระดับผู้ประกอบการ 40 ราย
นางสาวอรุณี อุสาหะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจผู้ประกอบการ สถาบันอาหาร กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ได้รับแนวนโยบายการปฏิบัติงานจาก นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร โดยมีเป้าหมายในการยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้พร้อมก้าวสู่ตลาดไมซ์ โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ EEC เข้าร่วมจำนวน 40 ราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่
• กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 17 ราย
• กลุ่มสิ่งทอ 9 ราย
• กลุ่มงานคราฟต์และหัตถกรรม 10 ราย
• กลุ่มสมุนไพรและสุขภาพ 4 ราย

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่จัดแสดงในโครงการ EEC MICE Product Premium

ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการนำมาจัดแสดง

ตัวอย่างสินค้าจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
3 กิจกรรมพัฒนาสินค้าและเชื่อมโยงตลาด
การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวแบ่งเป็น 3 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ EEC MICE Product Premium ได้แก่ การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้ซื้อในตลาดไมซ์ การประเมินมาตรฐานและความพร้อมของสินค้า การสร้างแบรนด์ การเล่าเรื่อง (Brand Story) การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดระดับพรีเมียม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับการนำเสนอธุรกิจ และการเจรจาทางการค้า
2) การประกวดแนวคิดผลิตภัณฑ์ EEC MICE Product Premium Award โดยใช้เกณฑ์การประเมิน 5 ด้าน ได้แก่
• 1. อัตลักษณ์และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์
• 2. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
• 3. ศักยภาพสู่ตลาดระดับพรีเมียมและตลาดไมซ์
• 4. ความยั่งยืนและผลกระทบต่อชุมชน
• 5. การนำเสนอและศักยภาพเชิงธุรกิจ

บรรยากาศการรับรางวัลบนเวที EEC MICE Product Premium Award 2026
Excellence Award 2026 จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แบรนด์ HRUHRA THAILAND ชุดของขวัญทำจากผ้าลาย SOTHORN ECHO ผ้าทอลายอัตลักษณ์ประจำอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา คือ วัดโสธรวรวิหาร มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
Best Award 2026 จำนวน 4 รางวัล
1) ผลิตภัณฑ์แบรนด์ ECO Lady รองเท้าสลิปเปอร์ทำจากวัสดุรีไซเคิลบรรจุในกระเป๋าจากวัสดุเหลือใช้ จากวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมสตรีรักษ์โลก(ECO LADY)
2) ผลิตภัณฑ์ผ้าทอบ้านคนพิเศษ ชุดผ้ารองจานและแก้ว จากบริษัท บ้านคนพิเศษ วิสาหกิจเพื่อสังคม จํากัด
3) ผลิตภัณฑ์แบรนด์เมฆไอศครีม ไอศกรีมกะทิรสชาติไทย เช่น กล้วยตาก ขนมจาก และสังขยา จากบริษัท ไอติมเมฆ จำกัด

ผลิตภัณฑ์ชากุหลาบที่ได้รับรางวัล Best Award 2026
4) ผลิตภัณฑ์ชากุหลาบ จากวิสาหกิจชุมชนทานาชา เวลเนส ออแกนิคฟาร์ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการในพื้นที่ที่สามารถพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดไมซ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ระหว่างการเจรจาจับคู่ธุรกิจ

ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลผลิตภัณฑ์ระหว่างกิจกรรม
3) การจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม กับผู้ซื้อในอุตสาหกรรมไมซ์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเกิดการเจรจามากกว่า 200 คู่ธุรกิจ ประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันทีไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาท
อนึ่ง จากผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตามแนวนโยบายของ ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ “วันนี้ผู้ประกอบการและชุมชนจึงสามารถพัฒนาสินค้าให้มีอัตลักษณ์เด่นชัด เข้าใจมาตรฐานของตลาดไมซ์ และพร้อมสร้างเครือข่ายกับผู้ซื้อและพันธมิตรใหม่ ที่สำคัญได้เรียนรู้ว่า การแข่งขันในตลาดไมซ์ไม่ได้แข่งขันเพียงที่ตัวสินค้า แต่แข่งขันที่คุณค่า เรื่องราว และความพร้อมในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้ซื้อ และมั่นใจว่าจะสามารถต่อยอดสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดตัว “เคเอฟซี สยามเซ็นเตอร์” สาขาต้นแบบแห่งแรกในประเทศไทย


